Horizon

Wednesday, March 7, 2018

ขุดบิตคอยน์กันไปแล้ว คราวนี้ มาดูการขุดข้อมูลกันบ้าง Data Mining

ขุดบิตคอยน์กันไปแล้ว คราวนี้ มาดูการขุดข้อมูลกันบ้าง Data Mining


คำว่า Data Mining คืออะไร
Big Data
ทำไปต้องไปขุดมัน
เอาอะไรมาขุด
ขุดแล้วเอาไปทำอะไร

ก่อนเขียนบทความนี้ ทาง Admin ก็ มีความสงสัยอยู่ ได้ยินมา แต่ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร จนกระทั่ง ได้มีโอกาสไปคุยกับ คนที่ทำงานด้านนี้ (คนนี้ เค้าทำให้กับ ธนาคาร แห่งหนึ่งในไทย) จึงได้ค่อย ๆ  Get ว่า มันคืออะไร

คำว่า Data Mining คืออะไร
มันคือ การเอาข้อมูลจากหลาย ๆ แห่ง มากองรวม ๆ กัน จากนั้น ก็ค่อย ๆ คัดแยก และเอามาหาความสัมพันธ์กัน และได้ผลลัพธ์ออกมา เพื่อเอาไปใช้ประโยชน์จากผลลัพธ์ที่ได้มา

ตัวอย่าง

เคสของ บัตรเครดิต
เอาข้อมูล Transection  การรูดบัตรของทุกคนในธนาคารมา จากนั้น คัดกรองว่า เจ้าของบัตร เป็น ผู้ชาย หรือ ผู้หญิง แค่คัดกรองเท่านั้น ก็สามารถรู้ได้แล้วว่า เพศใด ใช้งานบัตรมากกว่ากัน
จากนั้นไปเพิ่มเงื่อนไขการใช้งานเพิ่ม เช่น ช่วงอายุ 20-25 ปี 25-30ปี 35-35ปี 35-40ปี 40-45ปี 45-50ปี เป็นต้น  นี่ก็ได้มาอีกข้อมูลนึงแล้วว่า ช่วงอายุใด ใช้งานบัตร
สามารถยิงลงลึกไปอีกว่า ช่วงอายุเท่านี้ รูดบัตรที่ร้านอะไร ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก

นี่คือตัวอย่างง่าย ๆ ของการทำ Data Mining

ถามว่า ข้อมูลพวกนี้ เอาไปทำอะไรบ้าง

ก็เอาไปทำ แคมเปญ ให้แก่ ลูกค้า เพื่อเพิ่มการใช้งาน และเพิ่มจำนวนลูกค้านั่นเอง

สำหรับหน่วยงานอื่น ๆ ก็มีการทำ  Data Mining  เหมือนกันนะ เช่น ผู้ให้บริการระบบโทรศัพท์ ก็จะดูลักษณะการใช้งานของลูกค้า แล้วก็จัดทำโปรโมชั่น ให้ตรงกับลักษณะการใช้งาน ซึ่งตัว Admin เอง ก็เคยเจอมาว่า ทาง Call Center  โทรเข้ามาหา เพื่อแจ้งโปรตัวใหม่ ที่น่าจะตรงกับการใช้งานของเรา เช่น ใช้  internet  มากกว่าการโทร ก็จะมีแจ้งโปรตัวใหม่ที่เน้นการใช้ internet data  นั่นเอง

เอวังด้วยประการ ฉะนี้แล...

Wednesday, February 28, 2018

[Networking] SD-WAN เชื่อมต่อทุกที่เข้าหากัน

[Networking] SD-WAN เชื่อมต่อทุกที่เข้าหากัน


ณ วันนี้ ไปที่ไหน ๆ ก็จะเจอคำว่า Software Defined ... ซึ่ง จะเปลี่ยนจากการตั้งค่า configure ของอุปกรณ์แบบรายตัว มาเป็นการจัดการแบบรวมศูนย์ (Centralized Management) กัน ซึ่งวันนี้ ขอเสนอคำว่า SD-WAN


Software Defined WAN คือ การนำเอา Software มาช่วยในการสร้างการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย ผ่านทาง Internet Link

ตัวอย่าง ความต้องการ
- เชื่อมต่อสาขา (Branch) มายัง Headqauarter (HQ) จำนวน 50 สาขา กระจายทั่วประเทศ (เหนือ กลาง อีสาน ใต้)
- ที่สาขา สามารถเข้ามาใช้งานระบบภายใน (Intranet) ที่ HQ ได้
- ที่สาขา สามารถใช้งาน internet โดยไม่จำเป็นต้องมาใช้ internet ที่ HQ
- ต้องการระบบ Firewall ที่สามารถตั้งค่าได้ถึงระดับ Application
- มีเส้นทางสำรอง (Backup Link)
- เส้นทางสำรอง สามารถทำงานได้ทั้ง 2 เส้นพร้อมกัน (Active-Active WAN Link)

จากความต้องการข้างบนนี้ ให้เราลองจินตนาการดูว่า เราจะต้องทำอะไรบ้าง
- ต้องส่งทีม Network Engineer ไปทั่วประเทศ
- ต้องมีการทำ IPsec VPN จากสาขา เข้ามายังสำนักงานใหญ่ (HQ)
- ต้องทำ Routing ในการใช้งาน Intranet ภายใน
- ต้องทำ Routing แยกการใช้งาน internet ให้ใช้งานที่ สาขา
- ต้องมีอุปกรณ์ Next Generation Firewall
- ต้องติดต่อ ISP 2 ราย เพื่อตั้งค่าร่วมกัน
- ต้องมีการทำ Link Load Balance เพื่อให้สามารถใช้งานได้ 2 เส้นพร้อมกัน

เอิ่ม ทีม Network Engineer ที่ส่งไปทั่วประเทศ ก็เหนื่อยน่าดู แถมในแต่ละสาขา อาจจะใช้เวลา ไม่น้อยกว่า 2 วัน แค่ยกตัวอย่างมา 50 สาขา ก็ปาไป 100 วัน กว่าจะติดตั้งเสร็จครบ ทีมงานอาจจะลาออกไปก่อนแล้วก็ได้

เพราะความต้องการในลักษณะแบบนี้ จึงเกิดแนวคิดขึ้นมาว่า ทำยังไง ที่จะสามารถติดตั้งได้เสร็จรวดเร็ว และง่ายในการจัดการ จึงเป็นที่มาของ Software Define WAN: SD-WAN นั่นเอง

หลักการมันคืออะไร ?

ตอนนี้ ยังไม่มีมาตรฐานกลางมาครอบว่า SD-WAN จะต้องมีคุณสมบัติ 1, 2, 3, 4 .... บลา ๆ ดังนี้ ตอนนี้ (FEB 2018) ทุกๆ ยี่ห้อ จึงมีแนวทางของตัวเอง ซึ่งอาจจะเหมือนกันบ้าง แตกต่างกันบ้าง แต่... อย่างน้อย ๆ เค้าก็มีกำหนดไว้อย่างหลวม ๆ ดังนีี้
- จะต้องสามารถบริหารจัดการได้ง่าย (Easy to manage)
- จะต้องเชื่อมต่อกับ internet ได้มากกว่า 1 เส้นทาง (Multiple WAN Links)
- จะต้องจัดการลำดับความสำคัญของข้อมูลได้ (QoS)
- จะต้องง่ายในการติดตั้ง (no local engineer)

ซึ่งแน่นอนว่า ณ วันนี้ Solution SD-WAN ที่เห็นในท้องตลาดนั้น มีสิ่งที่เหมือนๆ กันคือ
- ที่สำนักงานใหญ่ ตั้งค่าการเชื่อมต่อ
- ส่งอุปกรณ์ไปยังแต่ละสาขา
- เสียบปลั๊ก เสียบสาย LAN
- ปิ๊ง เสร็จเรียบร้อย

แค่ 4 ขั้นตอนข้างบนนี้ ที่สาขา ทั้ง 50 สาขา ก็สามารถใช้งานได้ตาม Requirement
- เชื่อมต่อสาขา (Branch) มายัง Headqauarter (HQ) จำนวน 50 สาขา กระจายทั่วประเทศ (เหนือ กลาง อีสาน ใต้)
- ที่สาขา สามารถเข้ามาใช้งานระบบภายใน (Intranet) ที่ HQ ได้
- ที่สาขา สามารถใช้งาน internet โดยไม่จำเป็นต้องมาใช้ internet ที่ HQ
- ต้องการระบบ Firewall ที่สามารถตั้งค่าได้ถึงระดับ Application
- มีเส้นทางสำรอง (Backup Link)
- เส้นทางสำรอง สามารถทำงานได้ทั้ง 2 เส้นพร้อมกัน (Active-Active WAN Link)

หุหุ เรียกได้ว่า สามารถจ้าง Grab Bike ไปส่งที่แต่ละสาขาเลยก็ได้ ไม่ต้องส่ง Network Engineer ไปเลย

เป็นไปได้หรือไม่
สำหรับแนวโน้นบ้านเรา จะเป็นไปได้หรือไม่นั้น ก็ต้องพิจารณาในหลาย ๆ ด้าน แต่สิ่งที่สำคัญคือ "เงิน"

ต้องลงทุนเท่าไหร่จะได้ SD-WAN มาใช้งาน ลงทุนไปแล้ว ผลที่ได้คุ้มค่าการลงทุนมั๊ย และมีจุดคุ้มทุนเป็นอย่างไร
เพราะค่าเช่า Link ในบ้านเรา ราคาไม่ได้สูงมากนัก (MPLS, FTTx, xDSL, 3G/4G LTE...) เมื่อเทียบกับประเทศต้นกำเนินอย่าง USA. รวมถึง Bandwidth ถ้านับเอาแค่ "งาน" จริง ๆ ก็ใช้ traffic ไม่สูงมาก เพราะส่วนใหญ่จะเป็น traffic สำหรับการใช้งาน internet ทั่วไปสะมากกว่า
ระบบ Public cloud ในหน่วยงาน หรือ องค์การ บ้านเราก็ไม่ค่อยนิยม เช่น Office 356, Saleforce, Azure หรือ AWS ทำให้ ความจำเป็นหรือ ความต้องการที่ต้องการ การันตี bandwidth การใช้งาน cloud เหล่านี้ ไม่ได้สูงมากนัก

จะเกิดได้มั๊ย

ธุรกิจที่จะผลักดันระบบ SD-WAN คือ บรรดา Public Cloud ต้องพยายามดึงให้มีผู้ใช้งานเยอะมากขึ้น รวมถึงจะต้องมีเนื้อหาที่ต้องการความเร็วในการใช้งาน ตัวอย่างเช่น บริการ content online เช่น การดูหนัง Hi-Def Online ถ้าหากผู้ใช้งาน ต้องการดูหนังความละเอียดสูง อาจจะระดับ 2K หรือ 4K จะดู online แบบไม่สะดุดไม่กระตุก  ก็ต้องมีความเร็วที่สูง และต้องมีการการันตีคุณภาพ รวมถึงจะต้องมีการจัดการในการส่งข้อมูลที่ดี

อีกระบบที่จะผลักดันไปสู่ SD-WAN ได้ เช่น หน่วยงานจัดการประชุม Video Conferrence ที่มีผู้เข้าฟังจำนวนมาก หรือแม้กระทั่ง Stream ให้ทุกคน ผ่านระบบ Internet เช่น การแสดง Concert, การแถลงข่าว เหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ ผู้ใช้งาน ต้องการ ความเร็วในการเชื่อมต่อ, การเชื่อมต่อที่มีคุณภาพสูง เพิ่มมากขึ้น

เอวังด้วยประการ ฉะนี้แล...

Monday, January 29, 2018

[Certification] มารู้จักกับ Certification ของ Juniper Networks กัน

[Certification] มารู้จักกับ Certification ของ Juniper Networks กัน
ในการสอบใบประกาศนียบัตร (เรียกกันง่ายๆว่า ใบเซอร์: Cert) ของ Products นั้น เราจะต้องทำการไปสอบที่ศูนย์สอบ อย่างของ Juniper Networks นั้น ก็ต้องไปสมัครที่ http://www.pearsonvue.com/junipernetworks/ เพื่อทำการลงชื่อสอบ และไปทำการสอบในเวลาที่ได้สมัครไว้ ตามศูนย์สอบต่าง ๆ ซึ่งถ้าอยู่ใน กทม. จะมีให้เลือกสอบหลายแห่ง แต่ถ้าเป็น ต่างจังหวัด อันนี้ต้องเช็คอีกทีครับว่า มีที่ไหนบ้าง

ทำไมถึงต้องสอบ ? สอบไปทำไม ?
- เพื่อวัดระดับความรู้
- เพื่อเพิ่มเงินเดือน
- เพื่อเพิ่มมูลค่า !!!

ถ้าให้พูดกันตรง ๆ นะครับ สาย IT การที่จะเพิ่มค่าตัว หรือเพื่อสมัครงานในตำแหน่ง และเงินเดือนที่สูงขึ้น สิ่งที่เป็น Key นั้นคือ Certificate ใครที่มี Certificate จำนวนมาก ซึ่งอาจจะมาจากหลาย ๆ Products หรือ Product เดียวหลายๆ ใบ แน่นอนว่า เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงระดับความสามารถได้ชัดเจน มากกว่า ประสบการณ์เสียอีก แน่นอนครับว่า บางคนก็คิดแหละว่ามี Cert เยอะแล้วทำงานจริงได้แค่ไหน ข้อนี้มันเอาไปวัดกัน หลังจากรับทำงานแล้ว ดังนั้น ใครที่คิดจะเพิ่มค่าหัว ก็แนะนำครับให้สอบไว้

ซึ่งในเส้นทางแห่ง Certificate นี้ ก็จะแบ่งเป็นหลาย ๆ เทคโนโลยี และแบ่งเป็นหลายระดับ เริ่มจาก ระดับพื้นฐาน(Associate) ระดับชำนาญพิเศษ(Specialist) ระดับมืออาชีพ(Professional) และระดับบรรลุ (Expert) ซึ่งการจะได้ระดับสูงๆ เราต้องเริ่มจากพื้นฐานเสียก่อน

สำหรับ Juniper Networks เองนั้น จะแบ่งหลักๆ ออกเป็น 2 สาย คือ
1. Product and Technology Certifications
2. Design Certifications

เรามาเริ่มจากสายแรกกัน
Product and Technology Certifications
จะเป็น Certificate ที่เน้นไปยังอุปกรณ์ และ Technology ของ Juniper Networks
ซึ่งการจะเริ่มต้นของเส้นทาง Product and Technology Certifications นี้ ก็ต้องเริ่มจาก พื้นฐาน โดยจะเริ่มจาก Juniper Junos, Associate (JNCIA-Junos)
และเมื่อผ่านขั้นพื้นฐานมาแล้ว ขั้น Specialist ขึ้นไปนั้น จะแยกย่อยเป็น สายต่าง ๆ ดังนี้
- Enterprise Routing and Switching
- Security
- Service Provider Routing and Switching
- Data Center

เรียกได้ว่า สายนี้ มีให้สอบกันเยอะเลยทีเดียว ซึ่งต้องทำการบ้านหนักพอสมควรในการทำข้อสอบแต่ละครั้ง เพราะจะมีทั้งทฤษฎี และ Command Line มาถามด้วย

และสายที่สอง คือ
Desigh Certifications
สายนี้ จะมุ่งเน้นในเรื่องของการออกแบบ การมองภาพรวมของระบบ เพื่อให้สามรถออกแบบระบบให้สอดคล้องกับความต้องการ และยังตอบโจทย์ของมาตรฐานในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งก็จะมีการเริ่มต้นด้วย ระดับพื้นฐาน เช่นเดียวกับสายแรก โดยจะเริ่มต้นจาก Design, Associate (JNCDA) และเช่นเดียวกัน ในระดับ Specialist ก็จะแยกสายย่อยไปอีกคือ
- Data Center
- Security
- WAN
* สำหรับตอนที่เขียนบทความนี้ 01/29/2018 จะยังมีถึงแค่ระดับ Specialist ยังไม่มีระดับ Professional

ซึ่งอ่านมาซะยืดยาว เอาสั้น ๆ ด้วยรูปนี้แทนแล้วกันครับ


ค่าเสียหายในการสอบ ของ Certification
1. ระดับ Associate ครั้งละ $200
2. ระดับ Specialist ครั้งละ $300
3. ระดับ Professional ครั้งละ $400


ทริปเล็กๆ น้อยๆ สำหรับ Juniper Networks Certification Program (JNCP)
1. ใบ Certification แต่ละใบ มีอายุ 3 ปี
2. เมื่อสอบเสร็จแล้ว ผลสอบจะเป็น Provision Pass ให้รอผลสอบทางการประมาณ 3 วันทำการ 
3. ในการสอบ หากสอบตก ครั้งที่ 1 สามารถลงสอบครั้งที่ 2 ได้เลย แต่หากสอบตก หัวข้อเดิมครั้งที่ 2 จะต้องรออีก 14 วัน นับจากวันที่สอบตก ครั้งที่ 2 ถึงจะลงสอบใหม่อีกครั้ง (และถ้าตกอีกครั้ง ก็จะนับเป็นสอบตกครั้งที่ 1 ใหม่อีกรอบ)

4. เมื่อสอบ Certification ระดับสูงขึ้นไปผ่าน จะสามารถ ต่ออายุ ใบที่ระดับต่ำกว่าได้
        เช่น สอบผ่าน Associate ไปวันที่ 01/05/2016 จะหมดอายุอีก 3 ปี คือ หมด 01/05/2019
                แต่เราไปสอบระดับ Specialist ผ่าน ในวันที่ 01/01/2018 จะหมดอายุอีก 3 ปีคือ 01/01/2021 และยังไปทำการต่ออายุให้ใบระดับ Associate ไปหมดเป็นวันที่ 01/01/2021 เช่นกัน
5. ค่าสอบแสนแพง แต่ !!! เรามีวิธี
       วิธีแรก ขอหัวหน้างาน 5555
       วิธีที่สอง จ่ายตังค์เอง หุหุ
       วิธีที่สาม ขอฟรี ๆ จาก Juniper Learning Academy (Wowwwwwwww)
       ซึ่งวิธีนี้ ต้องมี account สำหรับ Learning Academy เสียก่อน จากนั้น สอบ Online ให้ผ่านตามขั้นตอน โดยในแต่ละ Champion Level ก็จะได้ Voucher สำหรับการสอบมานั่นเอง

รายละเอียดเพิ่มเติม
       https://www.juniper.net/assets/uk/en/local/pdf/training/certification-paths-by-credential.pdf
       https://www.juniper.net/us/en/local/pdf/datasheets/1000242-en.pdf

Monday, October 30, 2017

[RuckusNetworks] Unleashed 200.5 Preferred Master AP

[RuckusNetworks] Unleashed 200.5 Preferred Master AP

กลางเดือน ตุลาคม 2017 ทาง Ruckus Networks ได้ออก Firmware Unleashed version 200.5 มา ซึ่งสิ่งที่เป็นหัวใจหลักคือ Preferred Master ที่ทำให้เราสามารถกำหนดได้ว่า จะเอา Access Point Unleashed ตัวไหน มาทำหน้าที่เป็น Master Unleashed

มาเข้าถึง LAB Hand on กัน
เราจะสร้าง Unleashed Domain ดังรูป


ซึ่งการ Setup Preferred Master ทำได้โดยการ Edit Access Point ในแบบ Global Policy
จะมี Tab เพิ่มขึ้นมาคือ Preferred Master ให้เราสามารถเลือกได้ว่าจะตั้ง Master ไว้ที่ Access Point ตัวใด
ทดสอบ Network ว่าเรียบร้อยหรือยัง

และดู Status ใน Unleashed GUI

หลังจากนั้น จะทำการทดสอบ Failover โดยการปิด Preferred Master ไป
ตรวจสอบ Network จะเห็นว่า Preferred Master IP ได้ หายไปแล้ว
แต่ระบบ Unleashed ยังคงสามารถใช้งานได้อยู่


ตรวจสอบ Unleashed GUI ก็จะเห็นว่า Member ขึ้น take role Master แทน อีกตัวที่เป็น Preferred Master จะขึ้นว่า Disconnected จากระบบจัดการ


จากนั้น จะทดสอบทำการ Switch Over การทำงานกลับเป็นระบบเดิม ในเคสที่ Preferred Master กลับมาใช้งานได้ ซึ่งจะทำการ Power on Preferred Master Access Point กลับมาอีกครั้ง
อุปกรณ์ที่เป็น Preferred Master จะแจ้งกับระบบ Unleashed Domain ว่า กลับมาใช้งานได้แล้ว โดยสังเกตไฟ DIR จะกระพริบ และเมื่อพร้อมที่จะเปลี่ยนการทำงานกลับมานั้น ตัว Member ทีทำหน้าที่ role Master ก็จะ reboot ตัวเอง 1 ครั้ง เพื่อเปลี่ยน role กลับมาเป็น Member Access Point


สรุปก็คือเป็น Feature ที่มาช่วยในการ Operate ระบบ Unleashed Domain เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาที่เมื่อ Master Access Point มีปัญหา หรือเกิดปัญหาไฟฟ้าดับทั้งระบบ แล้วเมื่อไฟฟ้ากลับมาใช้งานได้ แต่ เกิดปัญหากับระบบ Management

ดังนั้น แนะนำเลย ใช้ที่ใช้งาน Unleashed อยู่ เปลี่ยนเถิด เปลี่ยนมาเป็น version 200.5 นะครัช

เอวังด้วยประการละฉะนี้แล...

Thursday, September 28, 2017

[Ruckus Networks] Unleashed Gateway Mode

[Ruckus Networks] Unleashed Gateway Mode

ในการ deployment อุปกรณ์ Access Point ยี่ห้อ Ruckus Networks ในรูปแบบ Unleashed นั้น จะเป็นการ Deployment ในรูปแบบ Layer 2 ซึ่ง ถ้าจะใช้ในการทดสอบ (Proof of Concept: POC) นั้น จะต้องขอ IP Subnet มาให้ อย่างน้อย 1 วง ซึ่งในบางเคส บางหน่วยงาน อาจจะไม่สะดวกที่จะให้ IP มาเป็น Subnet มาใช้ในการทดสอบ ซึ่งอาจจะหมายถึงต้องทำการ Set Configure เพิ่มเติมบนอุปกรณ์ Network เดิมที่ใช้งานอยู่เช่น VLAN, DHCP และอาจจะรวมถึง Routing Table โดยปัญหานี้ ได้ถูกแก้ไขใน Unleashed Firmware 200.3.x แล้ว นั่นก็คือ. .

Unleashed Gateway Mode
นั่นคือ การนำ Master AP เอามาทำเป็น Layer 3 สำหรับการใช้งาน WiFi ในระบบ Unleashed นั่นเอง
มาดูว่า มันมีหน้าตาอย่างไรกันครับ
จากรูปด้านบน เราจะเห็นว่า ตัวที่ทำหน้าที่ Gateway ก็คือ Access Point ที่ทำหน้าที่เป็น Master ของระบบ Unleashed Domain นั่นเอง

และ Access Point ตัวอื่น ๆ ก็จะมาเป็น Member Access Point ที่จะมาช่วยกระจายสัญญาณให้แก่เครื่อง Client ในระบบ WiFi นั่นเอง

ซึ่งตัว Gateway นี้ ก็จะมีความสามารถอื่น ๆ อีก เช่น DHCP Server, Layer3/Layer4 Firewall และการทำ NAT

ดังนั้นเนี่ย จะเห็นว่า ก่อนหน้านี้ ที่ทำงานในแบบ Layer 2 ก็จะกลายเป็น Layer 3 เต็มตัวซะที

แต่ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ข้อดีร้อยข้อ พันข้อ ก็ต้องมีข้อเสียบ้างหล่ะสิ
1. เลยคือ ตัวที่จะมาทำเป็น Gateway AP นี้ จะกินทรัพยากรมากมาย เพราะมันต้องทำหลายหน้าที่ ซึ่งที่หนัก ๆ คือการทำ NAT ดังนั้นเนี่ย ทาง Ruckus Networks เอง ก็แนะนำให้ใช้ AP รุ่นที่มี CPU/Memory ที่สูง ๆ เช่น R710, R510 ในการเอามาทำเป็น Gateway AP
2. ภายใต้ Unleashed Domain จะไม่สามารถทำ VLAN ได้
3. Bonjour Gateway ไม่ Support ในการใช้งานแบบ Gateway Mode เพราะว่า มันไม่ Support VLAN นั่นเอง
4. ถ้า Gateway AP รับ IP Address มาจาก PPPoE ตัวที่เป็น Gateway AP จะไม่สามารถทำเป็น Root Mesh ได้
5. ข้อสุดท้าย อันนี้สำคัญและต้องระวังให้ดีคือ ๆ ๆ ๆ  ๆ ตัวที่เป็น Gateway AP จะไม่มี Redundancy เนื่องจากว่า มันทำตัวเป็น Layer 3 และตัวมันต้องเชื่อมต่อขา WAN เข้ากับ Network เพื่อทำหน้าที่เป็น Layer 3 Gateway ดังนั้นแล้ว Member AP ตัวอื่น ๆ จะไม่สามารถทำหน้าที่แทนได้นั่นเอง

"คนที่ไม่ใช่แฟน ทำแทนทุกเรื่องไม่ได้..."

เอวังด้วยประการฉะนี้แล

Wednesday, August 30, 2017

[Ruckus Networks] ตอนที่ 2 Upgrade Firmware

[Ruckus Networks] ตอนที่ 2 Upgrade Firmware

ขั้นตอนที่ 2 คือ การ Upgrade Firmware Unleashed เข้าไปยังอุปกรณ์ Access Point

โดยเริ่มต้นด้วยการ Boot Access Point ซึ่งอาจจะใช้ PoE Switch หรือใช้ PoE Injector เพื่อจ่ายไฟให้ Access Point เริ่มทำงาน

โดยค่า IP Address ของ Access Point จะเป็น 192.168.0.1 ซึ่งหากไม่สามารถเข้าใช้งานได้ ให้ทำการ Reset Factory Default เสียก่อน โดยการกดปุ่ม RESET ค้างไว้ประมาณ 15 วินาที อุปกรณ์ Access Point จะทำการ Reset Factory Default สังเกตจาก ไฟ LED ที่ PWR จะเป็นสีแดง

หลังจากที่อุปกรณ์ Access Point เริ่ม Boot ทำงานอีกครั้ง ไฟ LED ที่ PWR จะเป็นสีเขียวกระพริบ ให้ทำการตั้งค่า Notebook หรือ PC ที่จะใช้ Upgrade Firmware เป็น IP Address ที่อยู่ในวง 192.168.0.0/24 ดังตัวอย่าง


ทดสอบว่าสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ Access Point ได้ โดยการ Ping


ให้ใช้ Web Browser เข้าไปยัง IP Address ของ Access Point ซึ่งจะมี Certificate Issue ก่อน ให้ Accept Certificate เพื่อเข้าใช้งาน

โดย Username คือ super
และ Password คือ sp-admin

หลังจาก Log in เรียบร้อยแล้ว ก็จะเข้าสู่การ Upgrade Firmware ของอุปกรณ์

โดย Firmware Version ของอุปกรณ์ Access Point จะมีรายละเอียดดังนี้
version 100.x จะเป็น Stand Alone Access Point
version 3.x จะเป็น SmartZone Access Point
version 9.x และ 10.x Zone Director Access Point
version 200.x จะเป็น Unleashed Access Point

คลิกที่ Maintenance และ Upgrade
คลิกที่ Local จากนั้นเลือกไฟล์ Firmware ที่ Download มาในขั้นตอนที่ 1

รอจนกระทั่ง Upgrade เสร็จเรียบร้อย อุปกรณ์จะปรับเปลี่ยนเป็น Unleashed Access Point

รับชมวิดีโอการ Upgrade Firmware

Tuesday, August 29, 2017

[Ruckus Networks] ตอนที่ 1 Firmware Download

[Ruckus Networks] ตอนที่ 1 Firmware Download

อุปกรณ์ Access Point ของ Ruckus Networks สามารถทำงานได้ 3 รูปแบบ
1. Stand Alone Firmware
2. Controller Firmware
3. Unleashed Firmware

โดยจะมีเลขระบุ Version มาดังนี้
1. Stand Alone Firmware ขึ้นต้นด้วย 100.xx.yy.zz
2. Controller Firmware ขึ้นต้นด้วย 9.xx หรือ 10.xx หรือ 3.xx
3. Unleashed Firmware ขึ้นต้นด้วย 200.xx.yy

เริ่มต้นการใช้งานอุปกรณ์ จะมีค่า Default IP Address คือ 192.168.0.1 (หากไม่ใช่ สามารถทำการ Factory reset ได้โดยการกดที่ปุ่มRESET ค้างไว้ประมาณ 15 วินาที)
ลองทดสอบด้วยการ Ping ไปยังอุปกรณ์










เท่านี้ก็เรียบร้อย

เข้าสู่ Web Site Ruckus Networks (https://www.ruckuswireless.com/) เพื่อทำการ Download Firmware










จากนั้นคลิกที่ Choose A Product แล้วเลือก Unleashed













เลือกรุ่นของ Access Point ที่ใช้งานจากนั้นกดปุ่น Download

ชมวิดีโอการ Download