Horizon

Thursday, September 19, 2019

[Wi-Fi] OFDMA พลังที่ยิ่งใหญ่ ของ Wi-Fi 6

[Wi-Fi] OFDMA พลังที่ยิ่งใหญ่ ของ Wi-Fi 6

หลังจากที่ ปล่อยให้ Wi-Fi 5 หรือที่เรียกว่า 802.11ac ปล่อยออกมาสร้างกระแสซักพัก ต่อจากนี้ไป จะเป็นยุดของ Wi-Fi 6 หรือ 802.11ax กันแล้ว

ก่อนจะเข้าเรื่อง มากล่าวถึงที่มาที่ไปกันก่อน ทำไมเมื่อก่อน เราพูดกันแต่ 11a, b, g, n, ac กัน แล้วไอ้เลข 5, 6 มาจากไหน นั้นก็เพราะว่า มาตรฐานการเชื่อมต่อแบบไร้สาย Wireless LAN นี้ มันมี หน่วยงานยักษ์ใหญ่ที่คอยกำกับความสามารถ ฟีเจอร์ มาตรฐานอยู่ หลัก ๆ คือค่าย IEEE ซึ่งทำให้ เราก็เรียกกันว่า 11a, b, g, n, ac อย่างที่ผ่าน ๆ มา แต่จริงๆ แล้ว มันยังมีอีกค่าย คือ Wi-Fi Alliance หรือที่เรามักจะเห็น Logo คำว่า Wi-Fi กันนั่นเอง มาคราวนี้ ค่าย Wi-Fi Alliance (WFA) ได้ออกมาประกาศมาตรฐานก่อนค่าย IEEE เราจึงจะได้ยิน Marketing Word ก็คือคำว่า Wi-Fi 6 นั่นเอง ส่วนใครอยากจะเรียก IEEE802.11ax นั้น รอประมาณปี 2020 ก่อนนะครับ ทาง IEEE ถึงจะประกาศอย่างเป็นทางการ

เอาหล่ะมาเข้าเรื่องตามหัวข้อกันดีกว่า

OFDMA ย่อมาจาก Orthogonal Frequency-Division Multiple Access ...
แค่คำแปลก็ชวนนอนหลับแล้ว

เอาเป็นว่า มันมาช่วยตอบโจทย์ จุดอ่อนของ Wi-Fi 5 หรือ 802.11ac นั่นเอง โดยเจ้า Wi-Fi 5 นี้ จุดแข็งคือ High Speed Wireless Network สามารถส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว มี Throughput การส่งข้อมูลที่สูง
เมื่อต้องการส่งข้อมูลขนาดใหญ่ ๆ ก็จะสามารถส่งได้อย่างรวดเร็ว
แต่........
ปัญหาคือ ในโลกแห่งความจริง การเชื่อมต่อแบบไร้สายนี้ มันเป็นแบบ Single User คือ ใช้งานได้ทีละคน และไอ้เจ้า Traffic ที่เรา ๆ ใช้กันเนี่ย มันเป็นข้อมูลขนาดเล็ก ๆ นั่นเพราะ เพื่อให้การใช้งานของ client ที่มีความเร็วต่ำ ๆ นั้น สามารถใช้งานได้อย่างลื่นไหล และไอ้การที่ส่งข้อมูลชิ้นเล็ก ๆ จำนวนมาก ๆ นี้แหละ มันเลยทำให้จุดแข็ง กลายมาเป็นจุดอ่อน


ทำไมหน่ะหรือ นั่นก็เพราะว่า Wi-Fi 5 ได้สร้างตู้สำหรับส่งข้อมูลขนาดใหญ่ (ศัพท์เทคนิค เรียกว่า Resource Unit: RU) แต่ ดันมีเฉพาะข้อมูลขนาดเล็กใส่ลงไป อ้าว แล้วที่ว่าง ๆ ที่เหลืออยู่ละ ทำไง ก็เหลือที่เสียทิ้งยังไงหล่ะ
ลองคิดถึง ถนน ที่มีรถบรรทุกคันใหญ่ ๆ วิ่งเต็มถนนสิ แล้วไอ้รถบรรทุกแต่ละกัน ก็บรรทุกของนิดเดียวอีก
มันจะแออัดกันแค่ไหน



มันเลยมีเทคโนโลยี ที่ชื่อว่า OFDMA เกิดขึ้นมานั่นเอง เพราะคำว่า Multiple Access นี่แหละ มันแปลว่า สามารถใช้งานได้หลายคนพร้อมกัน

จากเดิม ที่บอกว่า มีตู้ขนาดใหญ่ มันก็ทำการปรับปรุงใหม่ ย่อให้ตู้มันเล็กลง และยัดเอาข้อมูลขนาดเล็ก จากหลาย ๆ client เข้าไปในตู้นี้ (สูงสุดคือ 9 client ใน 1 ตู้) นี่แหละเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการเชื่อมต่อแบบไร้สาย


และถ้ายังนึกภาพไม่ออก ไม่เป็นไร ดูภาพด้านล่างนี้เพิ่มเติม


แต่ ๆ  ๆๆ ๆ ๆ
แล้วบทความก่อน ๆ นี้ ที่เคยกล่าวถึง MU-MIMO หล่ะ ?????

แน่นอนว่า OFDMA กับ MU-MIMO นั้น ถ้าอ่านแบบคร่าว ๆ มันก็จะคล้าย ๆ กัน นั้นคือ การที่สามารถใช้งานได้พร้อม ๆ กัน แต่ OFDMA นั้น มันทำที่ระดับความถี่ (Frequency) แต่ MU-MIMO นั้น ทำงานที่ระดับ Spartial Stream ซึ่ง เป็นคนละแบบกัน แต่ในยุคของ Wi-Fi 6 นั้น ทั้ง 2 เทคโนโลยีนี้ มันสามารถมาทำงานร่วมกันได้ คือทำทั้ง OFDMA และ MU-MIMO เลย นี่แหละ ทำไม Wi-Fi 6 จึงได้ชื่อว่า High-Efficiency Wireless นี่เอง

Friday, September 13, 2019

[Review] Welcome to Cisco's Universe

[Review] Welcome to Cisco's Universe

ตอนแรกบทความนี้ ทางผู้เขียน ได้ร่างเอาไว้ ตั้งแต่ช่วงเดือน ก.พ. 2562 แต่ใช้เวลาในการตกผลึกกว่า 6 เดือน กว่าจะเขียนบทความนี้จบ

ผู้เขียน ได้มีโอกาสในการก้าวเข้ามาสู่จักรวาลของ Cisco จึงอยากจะเล่าประสบการณ์และเส้นทางในการเดินทางมาสู่จักรวาลแห่งนี้

เริ่มต้นจากการได้รับการติดต่อจากทีม Cisco Recruiter เข้ามา เพื่อแจ้งว่า เราเข้าตาในตำแหน่งงานที่กำลังจัดหา จากนั้นก็จะมีการ Confirm เวลานัดหมายสำหรับการสัมภาษณ์งาน ซึ่งตัวผู้เขียนได้รับการสัมภาษณ์ผ่านระบบ WebEx อันมีข้อดีคือ ไม่ต้องเดินทางไปเอง

การสัมภาษณ์งานในรอบแรก ทีม Cisco Engineer และ Manager
รอบแรกนี้ ไม่ได้ลงลึกอะไรมากมายเกี่ยวกับเทคโนโลยี แต่จะเป็นการ introduce myself ซะมากกว่า เราทำอะไรมาบ้าง ผ่านการทำงานมากี่ที่ มีลักษณะงานที่รับผิดชอบอย่างไร ถนัดเทคโนโลยีด้านไหนเป็นพิเศษ มี attitude อย่างไร อะไรชอบอะไรไม่ชอบ มีความรู้ และคิดอย่างไรเกี่ยวกับ Cisco อย่างไรบ้าง
ซึ่งตอนท้าย ทาง Manager ได้ทิ้งการบ้านว่า ให้ไปศึกษาด้านอะไรมาเพิ่มเติม ซึ่งจะมีผลต่อการสัมภาษณ์ในรอบที่สองนั่นเอง หลังจากเสร็จสิ้นแล้ว ทางทีม Recruiter จะรอ feedback จากทีมงาน ว่าเป็นอย่างไร มีแนวโน้น หรือสิ้นสุดแค่นี้ หลังจากที่ได้ feedback แล้ว ก็จะติดต่อกลับมา เพื่อทำนัดหมายสัมภาษณ์รอบที่สองนั้นเอง

การสัมภาษณ์งานในรอบที่สอง ทีม Cisco Engineer และ Technical Lead
ครั้งนี้ ไม่ต่างอะไรกับการสอบในระดับ JNCIP เลยทีเดียว เริ่มจากการทวนพื้นฐาน Networking กันก่อน ค่อยๆ ไล่รายละเอียดจากระดับ Layer 1 ของ OSI 7 Layer ไล่ขึ้นมาเรื่อย ๆ แน่นอนว่า หาก resume ที่เราเขียนไปนั้น over เกินจริง จะได้รับการคัดกรองจากการสัมภาษณ์รอบนี้เลย ตอนนี้ลองหันกลับไป แล้วถามตัวเองว่า รู้สึกอย่างไร ก็ต้องตอบเลยว่า เร้าใจ และท้าทายมาก ๆ ผ่านด่านความรู้พื้นฐานแล้ว ก็จะค่อยๆ ไล่ไปในแต่ละ เทคโนโลยี เช่น Switching/Routing, Wireless LAN, Security, WAN จริงๆ ก็มีมากกว่านี้ แต่เกรงว่ามันจะเยอะเกินไป 55555 แน่นอนว่า เค้าได้ถามตั้งแต่ การออกแบบ การเข้าใจปัญหา การแก้ไขปัญหา การนำเสนอ บางอย่างถ้าเราสามารถรู้ได้ลึกถึงระดับการติดตั้ง และ Troubleshooting ด้วย ก็จะดีมาก.
ซึ่งในแต่ละเทคโนโลยี เราจะได้ยินถึง Proprietary Technology ต่าง ๆ ของ Cisco ซึ่งตอนนั้น ทางผู้เขียนเอง ไม่ได้มีประสบการณ์ทางด้าน Cisco มามากนั้น ก็ได้ขอ guide ว่า ศัพท์นี้เกี่ยวกับอะไร และผู้เขียนก็ได้อธิบายไปว่า ถ้า technology นี้ มี standard ที่ใกล้เคียงเป็นอย่างไร มีการทำงานอย่างไร ซึ่งจะมีบาง Proprietary บางตัวที่ ผู้เขียน ก็ตอบไม่ถูกอยู่เหมือนกัน (หลังสัมภาษณ์ ก็ได้ไปหาข้อมูลว่า มันคืออะไร 55555+) 

เมื่อผ่านการสัมภาษณ์ทั้งสองรอบมาได้ คราวนี้คือ การรอคอยที่แสนยาวนาน รอเป็นเดือนเลยทีเดียว ระหว่างที่รอ บังเอิญว่า ผู้เขียน มีเหตุที่จะต้องไปศึกษางาน Technology ใหม่ ที่เพิ่งจะเข้ามาในประเทศไทย ทางบริษัท ได้แจ้งว่า ในการไป train ครั้งนี้ มีค่าใช้จ่าย ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการเซนต์สัญญา ทางผู้เขียน จึงได้ติดต่อสอบถามไปยังทีม Recruiter และอธิบายถึงเรื่องดังกล่าว เพื่อขอให้เร่งกระบวนการพิจารณาว่า ได้หรือไม่ได้ โดยให้เวลา dead line ไป ซึ่งทางทีม recruiter ก็เร่งประสานงานให้อย่างรวดเร็ว และแล้ว ก็ได้มาซึ่ง email ตอบรับ
ทางผู้เขียน จึงได้เข้าไปคุยกับทาง Manager ที่ทำงานอยู่ แจ้งว่า ผู้เขียน ขอไปผจญสู่โลกกว้าง ซึ่งโชคดีมาก ๆ ที่ Manager ของผู้เขียน เข้าใจ เปิดใจ และยินดีกับก้าวต่อไปของผู้เขียน

ผู้เขียน ใช้ประสบการณ์ในการทำงานมากว่า 13 ปี ก่อนที่จะได้เข้ามาสู้ Cisco's Universe นี้ ขอเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ผ่านทุกท่าน ที่ทำงานด้านระบบ IT ว่า แม้จะไม่ได้เรียนจบมาจาก สถาบันที่มีชื่อเสียง ไม่ได้มีเกียรตินิยมพ่วงมา ขอเพียงแค่ตั้งใจทำงาน เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ความรู้ให้ได้มาก ๆ รู้ให้จริง รู้ให้ลึก มีทัศนคติที่ดี แต่ที่สำคัญคือเรื่องของ ภาษา และการสื่อสาร เพราะตำแหน่งงานที่ผู้เขียนได้ เป็นการทำงานร่วมกับทีมงาน Global Asia Pacific เพราะ ฉนั้นแล้ว นอกจากจะทำงานได้ มีความรู้ ยังจะต้องสามารถสื่อสารให้แก่คนหมู่มากได้ด้วย

สู้ต่อไป นี่เป็นแค่หนึ่งในความท้าทาย เข้ามาได้แล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ การเอาตัวรอด แน่นอนว่า คำว่า "ก้าวต่อไป ไม่หยุดก้าว" สำหรับ Cisco's Universe นี้ มันไม่พอ มันต้องเป็นคำว่า "วิ่งไปข้างหน้า วิ่งให้เร็ว อย่าให้ใครแซงเราได้"

Monday, June 10, 2019

ปัญญาประดิษฐ์ A.I. - Machine Learning M.L. - Deep Learning D.L. คืออะไร

ปัญญาประดิษฐ์ A.I. - Machine Learning M.L. - Deep Learning D.L. คืออะไร

ก่อนหน้าที่ อาจจะได้ยินคำว่า Robot ที่เข้ามาทำงานแทนมนุษย์ เช่น ใน ไลน์ผลิตในโรงงาน นั่นเพราะ พวกมันสามารถทำงานได้ โดยไม่มีเหน็ดเหนื่อย และงานส่วนใหญ่จะมีคุณภาพที่ใกล้เคียงกันทุกชิ้นงาน
แต่นั่นมันคือในอดีต เพราะ เจ้า Robot เหล่านั้น มันก็สามารถทำงานได้แค่เพียงที่เราตั้งโปรแกรมเอาไว้เท่านั้นเอง เช่น ให้หยิบจับชิ้นงานมาประกอบกัน มันก็จะทำได้เพียงแค่นั้น และปัจจุบัน เราได้คิดค้นวิธีที่จะทำให้ Robot มันฉลาดขึ้น สามารถสอน และเรียนรู้ได้ เพื่อให้มันมาช่วยงานเราได้ในอนาคต

มันมาพร้อมกับศัพท์ ที่ว่า Artificial Intelligent, Machine Learning และ Deep Learning

ในปัจจุบันนี้ เราจะได้ยินคำทั้ง 3 คำเหล่านี้เข้ามา แล้วอาจจะเกิดอาการงง ว่า มันคืออะไร แตกต่างกันยังไง

วันนี้ จะมาเล่าให้ฟังว่า มันคืออะไร และแตกต่างกันอย่างไร

เริ่มต้นจาก ปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intelligent กันก่อน


มันคือระบบสมองกล ที่สามารถตอบโต้ (Interactive) กับส่งที่มันเจอได้ เช่น เจอทางเลี้ยว มันก็ตอบสนองด้วยการเลี้ยว เป็นต้น ซึ่งรูปแบบของการตอบโต้ มันก็สามารถมีได้หลายรูปแบบ ซึ่งจะมีการเก็บข้อมูลว่า เจออะไร และสามารถตอบโต้ได้ด้วยวิธีอะไรบ้าง เช่น เจอกำแพง อาจจะอ้อมไป หรือปีนข้ามไป เป็นต้น

ต่อมา Machine Learning

เรียกว่าเป็น หน่วยย่อย ๆ ของ AI นั่นเอง การที่ AI จะตอบโต้ด้วยรูปแบบที่หลากหลาย และรวมถึงการเพิ่มรูปแบบใหม่ ๆ ได้ ก็มาจากการทำ Machine Learning นั่นเอง ซึ่ง การ Learning นี้ การจะทำได้จากการเลียนแบบพฤติกรรมของมนุษย์ สัตว์ หรือธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับว่า เจ้าเครื่องจักรนี้ ไปทำงานที่ส่วนไหน การทำ Machine Learning ก็จะมาช่วยให้ ระบบ A.I มันสามารถเลือกวิธีที่หลากหลายในการตอบโต้

สุดท้าย Deep Learning

มันคือ หน่วยย่อย ๆ ของ Machine Learning อีกที กล่าวง่าย ๆ คือ การเรียนรู้และวิเคราะห์ในเชิงลึก เช่น ระบบคณิตศาสตร์ เราอาจจะเรียนรู้ผิวเผิน เช่น การ บวก ลบ คูน หาร ยกกำลัง เศษส่วน แต่ในเชิงลึก ยังมี พีทากอรัส พีชคณิต แคลคูลัส เอ็กโพเน่นเชี่ยล อีกมากมาย การทำ Deep Learning คือการย่อยลงไปในเชิงลึก เพื่อให้สามารถคิดได้อย่างซับซ้อนขึ้น ซึ่งครอบคลุมถึง การคิดตั้งแต่สาเหตุ วิธีการโต้ตอบ และผลลัพธ์ที่จะได้ เพื่อให้ระบบ A.I. สามารถเลือกวิธีการที่ดีที่สุดในการโต้ตอบได้นั่นเอง

ในท้ายนี้ ก็สรุปง่าย ๆ ว่า ทั้งหมดทั้งมวลนี้ A.I. คือ คำกว้าง ๆ ของการให้เครื่องจักสามารถคิด วิเคราะห์ แยกแยะได้ สามารถโต้ตอบกับสิ่งเร้าต่างๆ ได้ และในเชิงลึกลงไปคือ Machine Learning ที่จะช่วยให้มีทางเลือกในการตัดสินใจวิธีมากขึ้น รวมถึงท้ายสุด Deep Learning เป็นการวิเคราะห์ถึงผลพวงที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้เลือกวิธีการตัดสินใจที่ดีที่สุดนั่นเอง

เอวังด้วยประการฉะนี้ แล....

Monday, December 3, 2018

ข้อมูลทางชีวมาตร [BioMetric]

ข้อมูลทางชีวมาตร [Bio Metric]



ข้อมูลทางชีวมาตร [Bio Metric] คือ การนำเอาข้อมูลทางกายภาพของบุคคล มาประยุกต์ใช้กับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น การนำไปใช้ทางด้านการตรวจสอบลักษณะบุคคล (Identified) การเปรียบเทียบทางกายภาพ (Recognize) เป็นต้น

Bio Metric มีอะไรบ้าง
1. ลายนิ้วมือ (Finger print) อันนี้ พื้น ๆ เลย ใช้กันมานาน เป็นที่ยอมรับ แต่ก็ปลอมแปลงง่าย
2. ม่านตา (Iris) ไม่ค่อยจะนิยมมากนัก เพราะ ผู้ใช้ไม่อยากให้มีแสงมายิงใส่ตา
3. ภาพถ่าย (Picture) ใช้งานง่าย ๆ แต่ก็มีเรื่ององศา ของใบหน้า ณ ปัจจุบัน รองรับที่มุมก้ม-เงย
4. DNA ปลอมแปลงไม่ได้ แต่ใครจะให้มาเจาะเอา DNA ไปตรวจทุกครั้งหล่ะเนี่ย

ซึ่งจริงๆ แล้ว ข้อมูลบางส่วนนี้ ได้มีการจัดเก็บลงใน Security Printing เช่น บัตรประจำตัวประชาชน, Passport แล้ว ซึ่งแน่นอนว่า การเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้จะต้องใช้ เครื่องมือเฉพาะ และมีการเก็บข้อมูลไว้ที่หน่วยงานทะเบียนราษฎร์ แน่นอนว่า ไม่เปิดให้คนทั่วๆไป เข้าถึง

แล้วถ้าไม่ใช่หน่วยงานภาครัฐ จะสามารถใช้งาน Bio Metric ได้หรือไม่

คำตอบคือ ได้ แต่....

มันก็ต้องมีเงื่อนไข เพราะว่า หน่วยงานเอกชน ไม่ได้มีสิทธิ ในการเข้าไปใช้ข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ ดังนั้น ก็จะต้องสร้างฐานข้อมูลขึ้นมาเอง และใช้งานเอง

ตัวอย่างเช่น บริษัท AAA ได้มีการเก็บข้อมูลของ คนที่ เข้า-ออก ประตู และที่ประตู ก็จะมีอุปกรณ์ กล้องวงจรปิด ระบบ Access Control, ระบบ Card Reader, Finger Scan เพื่อบันทึกการเข้าออก

โดยระบบเหล่านี้ จะสามารถบันทึกข้อมูล เช่น ชื่อผู้ใช้งาน รหัสผ่าน ลายนิ้วมือ ภาพถ่ายใบหน้า คีย์การ์ด ก็จะสามารถกำหนดสิทธิ์การเข้าออกได้ โดยอ้างอิงจากข้อมูลข้างต้น ซึ่งอาจจะเลือกใช้งานอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ ใช้หลาย ๆ ข้อมูลประกอบกันได้ เช่น เอาเฉพาะคีย์การ์ด เอาเฉพาะลายนิ้วมือ อย่างเดียว หรืออาจจะใช้ข้อมูล 2 อย่างรวมกัน เช่น คีย์การ์ด และลายนิ้วมือ หรือ คีย์การ์ดและใบหน้า


ซึ่งถ้าระบบนั้น ๆ มีความสามารถในการวิเคราะห์ขั้นสูงได้ เช่น หากไม่หันหน้ามายังกล้อง ก็จะส่งเสียงแจ้งเตือนให้ บุคคล หันหน้ามองกล้อง ไม่เช่นนั้น ก็จะไม่สามารถให้ผ่านไปได้

แน่นอนว่า ข้อมูล Bio Metric นี้ จะเริ่มเข้านาในชีวิตของคนไทย ในอีกไม่นาน เราต้องรู้ให้ทัน และไปให้ทันกับเทคโนโลยีนี้

เอวัง ด้วยประกาลฉะนี้แล....

Friday, September 7, 2018

บริการของเครือข่ายไร้สาย "VoLTE"

บริการของเครือข่ายไร้สาย "VoLTE" 


ก่อนจะไปถึงคำว่า VoLTE เรามาดู ก่อนว่า เวลาเราใช้ โทรศัพท์มือถือ เชื่อมต่อ internet ผ่าน Mobile Data ไม่ว่าจะ เล่น internet หรือ เล่นเกม เมื่อมีคนโทรเข้ามา เราจะเห็นว่า มันตัดสัญญาณ internet ลง และเป็นสัญญาณโทรศัพท์แทน

แน่นอนว่า ถ้าตีป้อม หรือ โดดร่มอยู่ ตัดกลับมาอีกที อาจจะนอนไปแล้วก็ได้

นั่นก็เพราะว่า สัญญาณโทรศัพท์ กับ สัญญาณ Mobile Data มันเป็นคนละ ชนิด ซึ่งต้องใช้งานอย่างใดอย่างหนึ่งในเวลานั้น ๆ

มันเลยมีเทคโนโลยี ที่เปลี่ยนสัญญาณโทรศัพท์ ไปเป็นสัญญาณ Mobile Data หรือ เรียกง่าย ๆ ก็คือ เปลี่ยนเป็นสัญญาณแบบ IP Network นั่นเอง

นี่แหละ คือที่มาของ VoLTE

แล้วเจ้า VoLTE มันคืออะไร


แน่นอนว่า ถ้าเราเปิดหัวมาด้วยรูป Diagram อันนี้ หลายคน คงจะคลิก ปิดหน้านี้ทิ้งไปแล้ว แต่ช้าก่อน !!!!

ที่เอามาให้ดูนั้น เรา Focus กันแค่ด้านขวาแล้วกัน เราจะเห็นว่า ปลายทาง มันจะแบกเป็น ระบบโทรศัพท์ กับระบบ IP Network

Voice over Long Term Evolution หรือ VoLTE หรือ อ่านว่า โวลเต้ ก็ได้
มันคือ เทคโนโลยี ที่มาพร้อมกับ ระบบ 4G ของระบบเครือข่าย ซึ่งก่อนหน้านี้ เช่น 2G, 3G มันจะเป็นแบบที่กล่าวมา แต่ใน 4G นอกเหนือจากความเร็วของสัญญาณ Mobile Data แล้ว ยังมีเจ้า VoLTE พ่วงมาด้วยเช่นกัน

ว่าแล้ว ทุก ๆ คน สามารถใช้เจ้า VoLTE ได้หรือไม่
คำตอบคือ "ได้" แต่.... เจ้าโทรศัพท์มือถือที่เราใช้อยู่ มันรองรับ การทำงานแบบนี้หรือไม่ ?
เราสามารถหาข้อมูลจาก Web Site ของ ผู้ให้บริการเครือข่าย เช่น AIS, True หรือ DTAC ได้ เค้าก็จะเขียนว่า รุ่นไหน ยี่ห้อไหน ทำได้บ้าง ถ้าเราใช้อุปกรณ์ที่ว่า ก็สามารถโทรไปแจ้งขอเปิดการใช้งาน VoLTE ได้ด้วยเช่นกัน

เอาหล่ะ ตอนนี้ เราก็สามารถ Serf internet และ รับสายโทรเข้าออกได้ โดยไม่สะดุดแล้ววววววว

เล่นตีป้อม และรับสายไปได้พร้อม ๆ กัน 555555...

ข้อดีเยอะขนาดนี้ แล้วทำไม ตัวผู้เขียน เลิกใช้ VoLTE แล้วกลับไปใช้ 4G แบบเดิม ????

ข้อดีของ VoLTE ก็มี แต่ !!! ตัวผู้เขียนเอง มีพฤติกรรมของงาน ที่ต้องเดินทางระหว่างวันค่อนข้างเยอะ พอใช้งาน VoLTE แล้ว ถ้าเดินทาง ขับรถ ขึ้นรถไฟฟ้า ก็จะเจอปัญหาทันที คือ เนื่องจากสัญญาณ VoLTE เป็นการเชื่อมต่อผ่านระบบ IP Network เมื่อเรา เดินทาง "ข้าม" เสาสัญญาณ จะเกิดการ Roaming ขึ้น เพื่อย้ายการเชื่อมต่อ จากเสาสัญญาณต้นแรก ไปอีกต้น ซึ่งไอ้การ Roaming ณ ตอนนี้ มันยังไม่เนียนพอ และสัญญาญแบบการรับสายโทรออก มันค่อนข้าง Sensitive แน่นอนกว่า เมื่อมีการ Roaming เกิดขึ้น มันก็เลยเกิดการสะดุด จะเกิดการ Hold ของสัญญาณ ช่วงขณะหนึ่ง สัก 3 วินาที จะได้ยินเสียงเหมือนการรอสายเกิดขึ้น ซึ่งการใช้งาน VoLTE อาจจะไม่เหมาะกับการใช้งานที่ต้องเดินทางนั่นเอง

และอีกข้อคือ VoLTE มันใช้สัญญาณ Mobile Data ในการโทร ดังนั้น ใครจะใช้ VoLTE อย่าลืมนะครับ ต้องมี package Internet ไว้ด้วย

ท้ายสุดนี้ จะใช้ VoLTE หรือไม่ ก็อยู่ที่เรา ใช้แล้วโอเค กับมันรึป่าว

ทั้งหมดนี้ก็เอวัง ด้วยประการฉะนี้แล....

Friday, August 31, 2018

ตารางวิเศษเอ๊ย จงบอกข้าเถิด ใครแหล่มเลิศในปฏฐี Magic Quadrant for the Wired and Wireless LAN Access Infrastructure

ตารางวิเศษเอ๊ย จงบอกข้าเถิด ใครแหล่มเลิศในปฏฐี Magic Quadrant for the Wired and Wireless LAN Access Infrastructure


มาว่ากันเรื่องของ ตาราง Magic Quadrant จาก Gartner กัน

เจ้าตารางสี่ช่องนี้ หลาย ๆ หน่วยงาน ก็จะเอามาไว้สำหรับการอ้างอิงถึงยี่ห้อ ของอุปกรณ์ในระบบ IT ซึ่งมันก็มีหลาย ๆ หมวดหมู่ แต่ละหมวดหมู่ ก็จะมีการคิดเกณฑ์การให้คะแนนที่แตกต่างกันไป

วันนี้ มาลองวิเคราะห์ในหัวข้อ Wired and Wireless LAN Access Infrastructure ของปี 2018 กัน (ออกเดือน JUNE นะครับ)


เกณฑ์การให้คะแนน 

เอาส่วนของเทคโนโลยี มีอะไรบ้าง
1. Hardware
2. Software

ลงรายละเอียดทีละหัวข้อกัน
1. Hardware จะต้องมี
- Wireless Access Point
- Wired switch
- Controller (จะเป็น physical appliance หรือ virtual ก็ได้)

2. Software จะต้อง
- Network management, monitoring
- Performance management
- Guest Access
- On boarding services
- Authentication, authorization and accounting (AAA) security
- Policy enforcement
- Intrusion detection system/wireless intrusion detection system
- Location service
- Application visibility
- Network and vertical market analytics
- Security, including behavioral analysis

จะเห็นว่า เน้นๆ ไปทางความสามารถของ Software เป็นหลักเลย


เรามาดูการวิเคราะห์จาก Gartner กันว่า (ขอคัดมาเฉพาะบางยี่ห้อนะ)

Cisco เจ้าพ่อตลาดวงการ IT

ยี่ห้อนี้ ใครไม่รู้จักนี่แปลกมาก มีอุปกรณ์ทั้งหมดทั้งยวง wired switching และ wireless roduct
และส่งแนวรุกอย่าง Cisco Catalyst 9000 และ Aironet 4800 บุกตีตลาดเต็มที่
DNA-C หรือ Digital Network Architecture Center เป็นระบบบริหารจัดการสำหรับ Aironet และ Catalyst แต่ยังน่าเสียดายที่ กลุ่ม Product Wireless อีกตัว คือ Miraki ซึ่งเป็น Cloud Based Access Point นั้น ยังไม่สามารถบริหารจัดการได้ ณ ตอนนี้ใน DNA-C v1.1
จุดแข็ง
- ใน 2H18 นี้ Cisco กำลังจะทำให้ DNA-C สามารถบริหารจัดการให้ได้ทั้งหมด
- อุปกรณ์รองรับ IoT เต็มรูปแบบ
- อุปกรณ์ iOS จากค่าย Apple ก็รองรับการใช้งาน Wi-Fi iOS analytics ได้ด้วย

ข้อด้อย
- DNA-C ที่จะบริหารจัดการทั้ง Aironet และ Miraki นั้น เนื่องจากว่า Miraki ทาง Cisco ไปซื้อเค้ามา ในส่วนของ feature ต่าง ๆ อาจจะแตกต่างกันในเรื่องของการบริหารจัดการ ซึ่งต้องคอยดูว่า ถ้าเอามาบริหารจัดการร่วมกันแล้วจะราบรื่นแค่ไหน
- License ของ Cisco One Software นั้น แยกย่อยเยอะ ซึ่งก่อนจะทำการสั่งซื้อ ต้องคำนวนให้ถี่ถ้วนก่อน ไม่งั้นอาจจะบานปลายภายหลัง
- มีการรายงานจากลูกค้าว่า การติดตั้ง IoT โดยการใช้ SD-Access นั้น ค่อนข้างซับซ้อน

HPE (Aruba) หน้ากากใหม่ของพ่อมด WiFi

Aruba ย้ายบ้านใหม่ มาอยู่ภายใต้ Hewlett Packard Enterprise ก็เรียกว่า เป็นการเติมเต็มให้กับ HPE ซึ่งแน่นอน ของเค้ามีครบเช่นกันกับ Cisco และมีจุดแข็งอีกอันคือ ClearPass access control and policy ใช้สำหรับการจัดการด้านความปลอดภัยของการใช้งานระบบเครือข่าย Network ซึ่งเรียกว่าเป็น 360 Secure Fabric เพราะต่อยอดไปถึง IntroSpect ได้กันเลยทีเดียว อันนี้คือว่าเป็นจุดแข็งโป๊กของพี่ HPE
จุดแข็ง
- License ของ AirWave ก็สามารถทำ connectivity analytics ได้ และ AP License ก็รวมเอา guest access software มาให้ด้วย ก็ช่วยลดต้น/ทุนไปได้เยอะ
- สำหรับ Core หรือ Aggregation เช่นรุ่น 8400/8320 ก็รวมเอา network analytics,policy-based integration with monitoring และ security tool ให้แล้ว ก็ลดต้นทุนลงเช่นกัน
- มี Solution เรื่องของ Network Service Assurance นั่นคือ NetInsight ซึ่งเป็น Cloud-based ที่ประมวลผลเรื่องของ machine learning คลื่นความถี่จากทั่วโลก และสามารถแนะนำได้ว่า ควรจะต้องตั้งค่าระบบ Network อย่างไร และควรจะปรับแก้ไขอย่างไร เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ข้อด้อย
 - HPE ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับ Operational Technology (OT)
- Cloud management ของ HPE นั้น มี feature ไม่ครบ เมื่อเทียบกับการใช้ ClearPass และ AirWave

Extreme Networks ถ้าคิดค้นเองมันยาก เราก็ซื้อมันมาซะเลย

Extreme Networks เสี่ยใหญ่มาแรง เรียกได้ว่า acquire หลาย ๆ บริษัทกันเลยทีเดียว ซึ่งมีอุปกรณ์ตั้งแต้ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำเลย (edge-to-core infrastructure)
แต่ที่แปลกใจคือ แผนกหลังบ้าน ที่ให้บริการด้านเทคนิคที่สุดแจ่ จน Gartner ให้นิยามว่า "Extreme continues to provide strong customer service through a 100% insourced service and support team."
จุดแข็ง
- Extreme มีทีมงานที่หิวโหยความเป็น Leader ทั้งด้านทีม Sale และทีม Technic
- Extreme Fabric เป็นเทคโนโลยีการทำ Fabric ของระบบเครือข่ายที่ช่วยลดความซับซ้อนของการ configuration อุปกรณ์ เช่น ต้องการติดตั้ง IP CCTV ปกติ จะต้องไปตั้งค่า VLAN ไล่ไปตั้งแต่ Access -> Access Hub --> Building Aggregation --> ... --> Service Switch เราทำแค่ กำหนดว่า ต้นทาง Port Interface อะไร และปลายทางอยู่ Port Interface อะไร จากนั้น Extreme Fabric ก็จะไปทำการตั้งค่า (Provision) อุปกรณ์ทั้่งหมดให้ รวมถึงสร้างเส้นทางสำรองให้ด้วย (Redundant Path)
- ระบบบริหารจัดการที่เรียกว่า สมองเพชร อันเนื่องจากการซื้อ หลาย ๆ ยี่ห้อเข้ามา Avaya, Zebra, Allied telesis และของเดิมๆ แต่กลับสามารถบริหารจัดการได้ด้วย Software Management ตัวเดียวกัน
ข้อด้อย
- User Entity Behavior Analytics (UEBA) ยังมีปัญหาในเคสที่ ติดตั้งแบบ Hybrid คือ ทั้ง Cloud และ On-premises แต่ในบ้านเรา ยังไม่เห็นใครทำแบบนี้นะครับ ข้อนี้ อาจจะตัดไปได้
- เทคโนโลยีเรื่อง Location service ยังด้อย เมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่น ๆ
- ลูกค้าเดิม ที่ใช้งาน Avaya หรือ Zebra ต้องวางแผนเรื่องของ Migration รวมถึง Integration Plan เพราะเมื่อวันนึง ซื้อของใหม่ในนาม Extreme จะต้องคำนึงในเรื่องการใช้งานร่วมกัน

จบไปแล้วสำหรับ 3 ผู้นำ Leader Quadrant
สำหรับรายอื่น ๆ ขอหยิบมาบางยี่ห้อนะครับ

ARRIS เจ้าของน้องหมา Ruckus

ARRIS ได้จบดีล Ruckus Wireless และ Brocade ICX มาครอบครอง ซึ่งก่อนนี้เค้าเป็นเจ้าตลาดด้าน Service Provider วันนี้จะเล่นตลาด Enterprise ก็เลยจะเน้น sale จากตลาดของ Ruckus ในส่วนของ WiFi technology ที่ Enterprise Service Provider ใช้กัน ในเมืองไทย ก็ใช้นะเออ รู้มั๊ย และการได้ ICX ก็มาเติมเต็มในส่วนของ wired switching product ด้วย เพื่อให้ไปเป็น Total Solution wired and wireless lan system
จุดแข็ง
- Ruckus Cloud สามารถบริหารจัดการทั้ง Access Point และ Switch ได้ด้วย
- Cloudpath เป็นระบบ WiFi onboarding ที่รองรับทั้ง พนักงาน, Visitor มีทั้งแบบ Cloud และ On premises
- IoT Solution ก็มี เพราะได้ built-in มาใน Access Point แล้ว รองรับ Zigbee, BLE และ LoRa ครบครัน
- ระบบ Location Technology ที่ยอดเยี่ยม ใช้งานได้จริง พิสูจน์มาแล้ว

ข้อด้อย
- ความชัดเจนในส่วนของ Road map ของอุปกรณ์ ICX
- ด้าน feature ที่ใช้ใน Large Enterprise ยังด้อย เมื่อเทียบกับคู่แข่ง
- ระบบ Cloud Management ไม่สามารถจัดการยี่ห้ออื่นได้เลย (ยี่ห้ออื่น มันก็ทำไม่ได้นะ ทำไป Gartner เอาข้อนี้มายิง ARRIS)

JUNIPER NETWORKS เล็กๆ JNP ไม่ ใหญ่ ๆ JNP ทำ

Juniper Network อ่านดีๆ ไม่ใช่ จูปิเตอร์ นะ  หลังจากที่ มุ่งเน้น การ config ผ่าน Command Line Interface (CLI) ของอุปกรณ์ Junos ทั้งหลาย (ทั้ง switch และ security product) สร้างความสับสน ยุ่งยาก และซับซ้อน ยากแก่การเข้าใจ ทาง Juniper ก็ออก Juniper Sky Enterprise ที่เป็น cloud-management มา เพื่อให้สามารถบริหารจัดการผ่านทาง GUI ได้ (เดือน January 2018) และการสร้าง Security Solution ที่เรียกว่า software-Defined Secure Networks (SDSN) อย่าไปสับสนกับ Girl Group เกาหลีนะ 5555
สำหรับ Wireless LAN ทาง Juniper ก็ไปจับมือกับ Aerohive, Samsung, Mist System, LANCOM และ HPE (Aruba)

จุดแข็ง
- Sky Enterprise สามมารถบริหารจัดการได้ทั้ง SRX, NFX แล EX devices
- SDSN สามารถต่อยอดระบบเครือข่ายเดิม ให้มีความปลอดภัยที่สูงขึ้นได้
- Junos Fusion เป็นเทคโนโลยีของการเชื่อมต่ออุปกรณ์ทั้งหมด เพื่อให้สามารถบริหารจัดการเหมือนเป็นอุปกรณ์ใหญ่ๆ ชิ้นเดียว

ข้อด้อย
- แน่นอน การตลาดไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวร ทางด้าน Wireless LAN ต้องพึ่งพาคนอื่นอยู่
- หากมองหา Complete wired and wireless แล้วหล่ะก็ แน่นอน Juniper Network ไม่ใช่คำตอบ

ยี่ห้อหลักๆ  ในตลาด Enterprise Network บ้านเรา ก็คงไม่พ้น แบรนด์เหล่านี้ เอวัง ด้วยประการ ฉะนี้แล...

Tuesday, August 21, 2018

โร๊กเอพี วายร้าย ไร้สาย: Rogue Access Point Attack

ว่ากันด้วยภัยคุกคามทางระบบเครือข่าย

ในสมัยก่อน ในยุคที่การใช้งานระบบเครือข่าย เป็นแบบเชื่อมต่อผ่านสาย Wired Network นั้น การโจมตีต่าง ๆ มันก็ต้องทำผ่านสายสัญญาณ เช่น หน่วยงานเรา เชื่อมต่อกับระบบ Internet ผ่านทาง Router ผ่าน Firewall ถึงจะมายังระบบเครือข่ายภายใน ถ้าผู้ไม่ประสงค์ดีจะเข้ามาก่อกวนเรา ก็จะยิงโจมตี ผ่านทางอุปกรณ์ Router, Firewall ถ้าทะลุมาได้ก็จะเข้าถึงระบบภายใน

แต่.... ปัจจุบันนี้ ระบบ Wired LAN นั้น แทบจะถูกทดแทนด้วยระบบไร้สาย Wireless LAN แล้ว จะมีแค่บางอุปกรณ์ที่ยังใช้งานผ่านสายสัญญาณ (นั่นก็เพราะต้องการความสเถียรในการเชื่อมต่อสูง)
บาง Office พนักงาน ใช้งาน Notebook และเชื่อมต่อด้วย WiFi เกือบจะหมดแล้ว

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ทำให้ การเชื่อมต่อนั้น ไม่ได้ทำผ่านระบบเครือข่ายภายในอย่างเดียว ยิ่งถ้าอยู่ในตัวเมือง จะพบว่า นอกจาก SSID ที่หน่วยงานใช้อยู่ ก็ยังสามารถมองเห็น SSID อื่น ๆ รอบๆ ตัวเราด้วย เราเรียก พวก SSID เหล่านี้ว่า Neighbor WLAN

แล้วเราทำอะไรกับเจ้า Neighbor WLAN เหล่านี้ได้บ้าง ???

มี Tools มากมายที่สามารถไปยุ่งวุ่นวายกับ Neighbor WLAN เช่น การยิง De-Authen packet ไปยัง Neighbor WLAN เพื่อตัดสัญญาณการ authentication ระหว่าง Access Point กับ Client เป็นต้น

นั่นคือ ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ถ้าเขียนมากไปจะเป็นการชี้โพรงให้กระรอก

ในเชิงกฎหมายนั้น ก็คุ้มครองในส่วนของการใช้งานของแต่ละหน่วยงาน ว่า ห้ามไม่ให้ไปละเมิดการใช้งานของคนอื่นด้วยนะ และแน่นอนว่า การไปวุ่นวายแบบนี้ ก็ผิดกฎหมายเช่นกัน

ซึ่ง ถ้าเอาแบบบ้านๆ เลย เราก็ชอบเหมารวบ Neighbor WLAN นี้ว่า Rogue Access Point แล้วคำว่า Rogue AP ที่แท้ทรูคืออะไร

จากทฤษฎีนั้น Rogue AP เรา จำแนก เป็น 2 จำพวก ใหญ่ๆ คือ
1. Access Point ที่แอบเอามาเสียบเอง ในระบบ Network ของเราเอง
2. Access Point ที่แอบตั้งชื่อ เดียวกัน กับที่ หน่วยงานของเราใช้งาน

มาลง detail ในแต่ละแบบกัน
1. Access Point ที่แอบเอามาเสียบเอง ในระบบ Network ของเราเอง
ลองคิดดูว่า หน่วยงานใหญ่ๆ ที่ให้พนักงาน ใช้งาน WiFi แน่นอนว่า ทางหน่วยงาน ก็ต้องการให้การใช้งานนี้ ใช้งานได้เฉพาะพนักงานเท่านั้น แน่นอนว่า คงไม่มีหน่วยงานไหน ที่เป็นเป็น Free Wi-Fi ให้ พ่อค้า แม่ค้า หรือคนเดินผ่านไปมา ใช้งานได้ฟรีๆ ดังนั้น การคัดกรอกผู้ใช้งานด้วยการ Authentication ก่อนการใช้งาน อาจจะทำด้วยการใช้ Web Portal ให้ใส่ User name + Password หรือใช้แบบ IEEE802.1X ก็ได้ ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อมี Security มาเกี่ยวข้อง ความสะดวกสบายในการใช้งาน มันก็ต้องน้อยลง ก็เป็นได้ว่า อาจจะมีใครสักคน อยากจะหลบหลีกการใช้งานแบบนี้ โดยการไปซื้อ Access Point มาใช้งานเอง 555555+
แน่นอน แค่เสียบ LAN เข้าไป Setup นิดหน่อย ก็สามารถใช้งานได้ง่าย ๆ แล้ว

แบบแรกเพื่อความสะดวกสบายในการใช้งาน แต่แบบที่ 2 นี่คือ ตัวพ่อ

2. Access Point ที่แอบตั้งชื่อ เดียวกัน กับที่ หน่วยงานของเราใช้งาน
ลองคิดดูว่า ระบบ WiFi ที่มี Security แน่นหนา แต่สามารถโดนล้วงข้อมูลง่ายๆ แน่นอน มันมีวิธี นั่นคือการสร้าง SSID เลียนแบบมันซะเลย เรียกง่าย ๆ คือ ทำ Phishing SSID ขึ้นมา ให้เหมือน Phishing Web Site นั่นเอง

ผู้ประสงค์ดี แต่เจตนาร้าย สร้าง SSID ชื่อเดียวกับหน่วยงาน แอบไปเปิดใช้งานในบริเวณใกล้ๆ กัน และแน่นอนว่า ผู้ใช้งาน Client บางคน อาจจะตกเป็นเหยื่อ

เค้าทำยังไงบ้างนะ แน่นอน นอกจากการสร้าง SSID ที่ชื่อเดียวกันแล้ว ยังสร้างการ Authentication เลียนแบบด้วย ให้กรอกข้อมูล เพื่อพิสูจน์ตัวตน และเก็บข้อมูลเหล่าไว้เพื่อเป็นข้อมูลในการเจาะทะลวงระบบ Security


แล้วเราจะทำยังไง กับภัยคุกคามเหล่านี้
ระบบ Enterprise WLAN ที่ดี นอกจากจะสามารถให้บริการระบบเครือข่ายไร้สายที่ดีแล้ว ยังควรจะต้องมีระบบที่สามารถปกป้องการโจมตี ที่กล่าวมาได้ด้วย
มันคือ Feature ที่เรียกว่า Rogue AP detection and containment หรือบางยี่ห้อ ก็จะใช้เป็น Rogue AP detection and prevention แล้วแต่กรณีไป

ซึ่งจะต้องสามารถ ตรวจจับ "detection" ได้ว่า มีเจ้า Rogue AP ทั้ง 2 ชนิดที่กล่าวมาหรือไม่ และต้องสามารถป้องกัน "containment/prevention" ปัญหาที่เจอได้ด้วย

หากมีเวลา จะมาเจาะลึกให้ครับว่า แต่ละแบบ มีวิธีการ Algorithm แบบละเอียดๆยังไงบ้าง

เอวังด้วยประการฉะนี้แล.....